• Canate Dew

มุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเรียน Data Science 1 ปี (จินตนาการสู่ความเป็นจริง)

อัปเดตเมื่อ 24 ก.ย. 2564



เมื่อผมได้เรียน Data Science มาเป็นเวลา 1 ปีที่นิด้า ความเปลี่ยนแปลงของความคิดต่อสิ่งต่างๆรอบตัวเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับความคิดผมนั้นมันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่ง มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากการโทรเลขสู่โทรศัพท์ มันไม่ใช่เปลี่ยนแปลงจากจักรยานเป็นรถไฟฟ้า มันไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจากน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ถ้าอย่างนั้นจะมันเรียกว่าเปลี่ยนแปลงได้ไหมนะ การที่เรายังมีความคิด ความเป็นตัวตนของตัวเองอยู่ แต่ก็ยังมีความคิดใหม่ๆ ความเป็นตัวตนใหม่ๆ ที่การเรียน Data Science เข้ามาเพิ่มเติมให้กับชีวิตของผมเท่านั้นเอง


คงเหมือนกับการออกสำรวจจักรวาลที่เริ่มจากมนุษย์อย่างพวกเรามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเห็นดวงดาวมากมายข้างบนเฝ้าสงสัยถึงสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะเอื้อมถึงได้ ไม่สามารถเห็นหรือแม้แต่จินตนาการถึงจุดสิ้นสุดของเอกภพได้เลย จนมาวันหนึ่งที่เราเริ่มลอยขึ้นจากพื้นดินที่ดึงดูดเราเอาไว้ด้วยพลังงานที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ พวกเราลอยไกลขึ้นและไกลขึ้น แต่ทุกครั้งที่พวกเราลอยไกลขึ้นพวกเราก็จะกลับมาบนพื้นโลกเสมอเพื่อทบทวนสิ่งต่างๆที่เราได้ค้นพบเมื่อพวกเราลอยตัวขึ้นไป เมื่อพวกเราอยู่ท่ามกลางดวงดาวที่บางครั้งก็ลังเลว่าจะได้จะอยู่รายล้อมด้วยดวงดาวเหล่านั้นไหม สุดท้ายเราก็จะกลับมายังจุดเริ่มต้นแม้ว่าเราจะลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเป็นอนันต์ของเอกภพนานเพียงใด


นั้นคือสิ่งที่ผมยังรู้สึกทุกวันนี้ คุณคิดว่ามันเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงได้ไหม ผมยังคงมีความเป็นศิลปศาสตร์ ยังมีความเป็นการตลาด ยังคงมีจินตนาการเพ้อฝันอยู่ ทุกเส้นทางที่ผมเดินผ่านผมยังเก็บสิ่งที่ค้นพบในการเดินทางติดตัวมาด้วย แม้บางครั้งอาจจะลืมบ้างสิ่งบ้างอย่างไปบ้างแต่เมื่อเรากลับมาค้นดูภายในตัวของเรามันก็ยังคงอยู่ตรงนั้นแหละ เหมือนกองเสื้อผ้าที่กองทับกันไว้แล้วลืมไปเลยว่าเรามีเสื้อตัวนี้ด้วยนะ เหมือนหม้อชาบูที่เราใส่ผัก ใส่ลูกชิ้น ในหมูไว้แล้วมันตกลงก้นหม้อต้องควานหาถึงจะได้กินสิ่งที่เราต้มเอาไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มกิน (ตายแหละ นั่งเขียนอยู่ดีๆก็อยากกินโมโม่ขึ้นมาซะงั้น สำหรับใครไม่รู้ว่าโมโม่คืออะไรมันคือชาบูสุดโปรดของผมนั้นเอง ถ้าเพื่อนคนในบังเอิญอ่านแล้ว ช่วยชวนไปกินด้วยนะ)


แต่สุดท้ายผมก็จะขอเรียกมันว่าการเปลี่ยนแปลงในความคิดผมละกัน ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมาแล้วมันจะดีหรือไม่ดีอย่างไร ให้คุณลองตามผมมาแล้วสำรวจไปด้วยกันดีกว่าว่าประสบการณ์การเรียน Data Science (ที่ DADS Nida) กับความรู้ที่ได้มาเปลี่ยนชีวิตของผมอย่างไรบ้าง และผมก็หวังว่ามันจะช่วยเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่างในตัวคุณ หรือค้นพบบางอย่างใต้ก้นหม้อชาบูของคุณก็แล้วกัน


Don’t Know What To Do




Photo by Austin Chan on Unsplash


เมื่อคนเราไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆอย่างไรในชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เราก็จะพยายามคิดหาทางออกด้วยนานาวิธี แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่าวิธีการแก้ปัญหาเล่านั้นที่เราคิดออกมันมาจากไหน คำตอบนั้นคุณเองก็สามารถหาได้ในตัวคุณ แต่สำหรับผมแล้วการตัดสินใจแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาในการทำงานนั้น มันเกิดจากประสบการณ์ต่างๆที่ผ่านมา สะสมเป็นความรู้ความคิด มาจากการเรียนบ้าง มาจากการอ่านบ้าง มาจากคนรอบข้างบ้าง มาจากความผิดพลาดบ้าง มาจากสัญชาตญาณบ้าง ไม่ว่ามาจากไหนเราต่างพยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีที่เราเรียนรู้มาด้วยวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการแก้ปัญหานั้น

เปรียบได้กับเราการเรามีมีดหลายด้ามในชีวิต ถ้าอยากจะแล่ปลาแล้วก็จะหยิบมีดสำหรับแล่ปลา ถ้าอยากจะสับหมูเราก็จะหยีดมีดสำหรับสับหมู ถ้าอยากหั่นขนมปังเราก็จะหยิบมีดสำหรับหั่นขนมปัง มันคงลำบากน่าดูถ้าเราเอามีดสับหมูมาหั่นขนมปัง ที่ผมกำลังจะบอกกับทุกคนว่ามันจะดีไม่น้อยถ้าเรามีมีดที่เหมาะสมกับประเภทการใช้งาน มันก็ยังไม่ตรงไปตรงมาเนอะ ผมอยากจะบอกทุกคนตรงว่ามันจะดีกว่าไหมถ้าเรามีเครื่องมือ หรือวิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลายและเรารู้ว่าควรใช้เครื่องมือเหล่านั้นแก้ปัญหาอะไร เมื่อเราต้องเจอกับดาบเราคงไม่เอามีปอกผลไม้ไปสู้ฉันใดก็ฉันนั้นเอง


เพราะฉะนั้นการเรียน Data Science นั้นเปรียบสำหรับการซื้อมีดแบบต่างๆให้กับตัวผมเอง เมื่อเผชิญกับปัญหาต่างๆเราจะได้เปิดลิ้นชักและหยิบมีดออกมาจัดการหั่นปัญหาได้ออกมาเป็นผลตามที่เราต้องการมากที่สุด นั้นเป็นเหตุผลที่ผมบอกในตอนต้นว่า Data Science สามารถเปลี่ยนแปลงจินตนาการสู่ความเป็นจริงได้ เมื่อเราอยากขึ้นไปสำรวจจักรวาลและอยู่ท่ามกลางดวงดาว สิ่งที่เราต้องทำคือหาวิธีการสร้างจรวดและนั้นคือสิ่งที่วิทยาศาสตร์สามารถทำได้


You Never Know




สิ่งที่เป็นปัญหาของคนเรามากที่สุดก็น่าจะเป็น “เราไม่รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้” แล้วเราต้องรู้อะไรบ้างแล้วเราต้องรู้แค่ไหน เหมือนกับเราไม่มีทางรู้ได้เลยอะไรอยู่ที่สุดขอบจักรวาล ไม่ต้องไปไกลขนาดนั้นก็ได้แม้แต่โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้เรายังไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรอยู่ที่ก้นบึ้งที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร แล้วคำถามก็คือเราควรจะรู้อะไรบ้าง ผมก็ไม่รู้ คุณรู้ไหมครับ คุณก็คงไม่รู้ แต่สิ่งที่มนุษย์เราจะทำได้คือทำสิ่งที่เรา “อยาก” รู้มากที่สุดเท่านั้นเองเท่าที่เราจะสามารถทำได้เท่านั้นเอง


ถ้าว่ากันด้วยโหราศาสตร์ที่บันทึกการเดินทางของดวงดาวและกำหนดด้วยชะตาชีวิตเราด้วยการโคจรของเหล่าจักรราศี เหล่านักษัตร วันเกิด กรุ๊ปเลือด ลายมือ หรืออะไรก็ตามมันก็(อาจจะ)มีหลักการจากเก็บบันทึกข้อมูลต่างๆเพื่อมาทำนายชะตาชีวิตของเราในอนาคตได้ คุณอาจจะนำพาชีวิตของคุณด้วยดวงชะตาได้ แต่ผมถามคุณหน่อยถ้าคุณต้องนำพาครอบครัว นำพาคนในองค์กร นำพาประเทศ นำพาโลกใบนี้ด้วยโชคชะตาอย่างเดียวเป็นหลักได้ไหม คำตอบของผมคือ เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเข้าห้องงประชุมแล้วเปิดไพ่ยิปซี หรือเอาลูกเต๋าไปโยนผลเพื่อประเมินขึ้นเงินเดือนประจำปีของคนทั้งองค์ จะว่าไปมันคงเป็นโลกที่น่าสนุกและแปลกประหลาดไม่น้อยถ้าชีวิตคนเราขึ้นอยู่กับไพ่ยิปซีหนึ่งสำรับ


ซากุระไม่ได้กล่าวไว้ จากเรื่อง Card Captor Sakura
ซากุระไม่ได้กล่าวไว้ จากเรื่อง Card Captor Sakura


ซากุระไม่ได้กล่าวไว้ จากเรื่อง Card Captor Sakura


“เรียนบอร์ดบริหารทุกท่าน แผนการดำเนินธุรกิจในปีหน้านั้น ข้าขอกุญแจผู้กุมพลังแห่งความมืด จงแสดงร่างของเจ้าออกมาต่อหน้าข้า ซากุระผู้เป็นนายของเจ้าขอบัญชา รีลีส!” ซากุระไม่ได้กล่าวไว้ในหนังสือและไม่มีใครเคยกล่าวไว้ โลกที่ขับเคลื่อนได้ด้วยไพ่ยิปซีคงมีแค่โลกของซากุระนั้นแหละ (อะไรนะ นี่เธอไม่รู้จักซากุระหรอ เราก็คงอยู่คนละโลกแล้วนะ 5555)


ถ้าดวงชะตามันทำให้คุณมีกำลังใจมันก็ดีแล้วสำหรับตัวของคุณ แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าคุณเชื่อทั้งดวงชะตาด้วย และเชื่อในข้อมูลที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วย Data Science การเดานั้นโอกาสอาจจะเป็น 50/50 แต่ถ้าเราสามารถทำให้การเดานั้นเป็นการเดาที่มีความแม่นยำมากกว่า 70 เปอร์เซนต์ล่ะ คุณจะยอมเลือกตัดสินใจจากผลลัพธ์แบบไหน คุณสามารถตัดทิ้งความไม่รู้ของคุณด้วยข้อมูลที่มากขึ้น ข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์ ข้อมูลที่ช่วยให้คุณตัดสินใจในชีวิตได้อย่างง่ายดายมากขึ้น


How You Like That





จากที่ผมสาธยายมายืดยาวนั้นคุณพอจะเห็นความคิดของผมที่มีต่อมุมมองต่างๆ มากขึ้นแล้วหรือยัง ถ้าในฐานะมนุษย์ทำงานเงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง Data Science ค่อนข้างเปลี่ยนวิธีการทำงานของผม รวมทั้งเรื่องวิธีการคิด การตัดสินใจในสิ่งต่างๆในชีวิตผมมากเลยทีเดียว


จากเมื่อก่อนที่ผมเป็นมาร์เกตติ้งที่เชื่อในความครีเอทีฟและความคิดสร้างสรรค์สูง แต่จากการทำงานด้านมาร์เกตติ้งที่ต้องประชุมว่า เอาสีไหนเป็นสีโลโก้ดี เอามาร์คอตเป็นตัวแทนขององค์กรเป็นอะไรดี เราจะตั้งชื่อบทความอย่างไรดี แคมเปญแบบไหนจะตรงในลูกค้ามากที่สุด นั่งเถียงกันเป็น 2–3 ชั่วโมง หรือเป็นวันก็ตกลงไม่ได้คุณเชื่อผมไหมครับ เดี๋ยวคนนู้นเปลี่ยนเดี๋ยวคนนี้รู้สึกไม่ชอบ รู้สึกยังไม่โดน โอเคถ้าคุณมีสัญชาตญานที่ดีหรือมีรสนิยมดีมันก็โอเค แต่นั้นมันเป็นของคุณหรือของลูกค้า


ผมจึงพยายามศึกษาและเก็บข้อมูลของลูกค้ามากขึ้น หรือการทำงานต่างๆก็จะเชื่อในข้อมูลมากกว่าการเชื่อด้วยคำพูดหรือคารมณ์เพียงอย่างเดียว มันทำให้ตัดจบปัญหาเวลามานั่งเถียงกันในที่ประชุมมากขึ้นเลยที่เดียว แคมเปญนี้จะทำดีไหมถ้าลูกค้าสิ ดูข้อมูลลูกค้าสิ วิเคราะห์จากสิ่งที่เรามีอยู่ไหม ถ้าไม่มีเราจะทำยังไงให้มันมี สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ได้จากการเข้าสู่โลก Data Science มาเป็นเวลา 1 ปีครับ

ส่วนวิธีการว่าจะเก็บที่ไหน วิเคราะห์อย่างไรให้แม่นที่สุดเหมาะที่สุด ทุกคนไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ แต่ผมอยากให้ทุกคนรู้จักการนำข้อมูลที่มีอยู่มาช่วยในการตัดสินใจมากที่สุดคุณไม่จำเป็นต้องมาเรียน Data Science จริงจังแบบผมเพื่อสร้างโมเดลหรือระบบอัลกอริทึมซับซ้อนในการแก้ปัญหาของคุณก็ได้ คุณจะกินผัดกระเพราคุณก็แค่สั่งผัดกระเพราคุณรู้ว่าอะไรคือกระเพราที่คุณชอบที่คุณอยากกินก็พอ คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่ากระเพราใส่อะไรบ้าง ใช้มีดอะไรหั่น ใช้ผักจากที่ไหน กระทะซื้อที่ไหน จริงไหมล่ะครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้ว่ากระเพราหน้าตาเป็นอย่างไรนั้นหมายความว่าคุณรู้เกี่ยวกับ Data Science นิดหน่อยก็พอแล้ว ห้ะ?! อะไรนะ ต้องไปเรียนที่ไหนหรอ แบบเบื้องต้นแบบไม่ใช้เวลาเท่าเรียนหนักแบบเรียน DADS Nida หรือ MADT Nida ผมก็ขอแนะนำเท่านี้ผมรู้นะครับตอนนี้จะมี mini BADS รุ่นที่ 2 ที่กำลังเปิดรับให้คุณได้เลือกถึง 2 สาย Dashboard Professional และ Analytical Professional ให้เลือกได้ตามใจเลยทีเดียว ราคา 17000–18000 บาทเท่านั้นระยะเวลา 3 เดือนและมีคลิปดูย้อนหลังได้ 1 ปีเลย


เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ https://www.minibads.com/home หรือ facebook DADS Nida


ปล. บทความนี้รวมถึงทุกบทความไม่ได้สปอนเซอร์จากมหาลัยทั้งนั้นนะครับ ผมแค่มาแชร์สิ่งที่ผมรู้มาเท่านั้น ถ้าใครอยากหาข้อมูลเปรียบเทียบที่อื่น ช่องทางการเรียนอื่นๆก็ลองศึกษาดูนะครับ แต่ผมบอกได้ว่าถ้ามาเรียนกับอาจารย์ที่นี่รับรองว่าได้อะไรกลับไปเยอะมาก ไม่แน่มุมมองชีวิตของคุณอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้นะครับ ยังไงก็มาแบ่งปันกันได้ในคอมเม้นท์นะครับ


ถ้าใครชอบบทความของผมก็กดปรบมือ กดแชร์ กดฟอลโล่วเพื่อเป็นกำลังใจและติดตามบทความอื่นๆของผมต่อไปได้นะครับ ถ้าใครอย่างพูดคุยอะไรกับผมก็ติดต่อมาทาง Facebook หรือ Linkedin ก็ได้เช่นกันนะครับ

Something u don’t need to know:

ดู 97 ครั้ง0 ความคิดเห็น