• Canate Dew

50 Days of Summer in Data Science (เทอม 3.5 หน้าร้อนที่ร้อนรนกับวิชาวิเคราะห์ภาพ)

อัปเดตเมื่อ 13 ส.ค. 2564

"นี่ไม่ใช่เรื่องราวของความรัก" มันไม่ใช่อยู่แล้วถ้าคุณอ่านผลงานของผมมาตลอด แต่สิ่งที่ผมกำลังจะเล่าต่อจากนี้ไป หรือได้เล่าไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ มันอาจทำให้คุณมีความรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความมุ่งมั่นในด้าน Data Science ผมขอถามคุณบ้าง "คุณเคยไหมครับ การที่ได้เจอใครสักคนแล้วตกหลุมรักมันและคิดไปแล้วว่านี่แหละคนที่ใช่" แต่เมื่อเราพยายามมากเท่าไร เรียนรู้กับมันไปเท่าไร เรากับยิ่งลังเล มันกำลังมีสัญญาณบางอย่างหรือเปล่าว่า คนที่เราตกหลุมรักในตอนแรก อาจจะไม่ใช่คนที่เราคิดเอาไว้ และความคิดนี้เองคือจุดหักเหสำคัญในเทอมที่ 3.5 ของผม


เมื่อเทอมที่ 3 ในการเรียน Data Science ที่ NIDA อย่างสะบักสะบอมได้จบลง ผมก็เริ่มเทอมที่ 3.5 อย่างรวดเร็วเหมือนยังไม่ทันได้ตั้งตัว แม้จะสภาพจิตใจกับการเรียนได้เหนื่อยล้าอย่างเต็มที่ แต่อะไรก็ไม่รู้ที่ดลใจให้ผมเลือกที่จะลงเทอมซัมเมอร์ถึง 2 วิชา ซึ่งอันที่จริงแล้วนักเรียนปกติตามหลักสูตรลงแค่ 1 วิชาก็พอและหลายคนก็เลือกทำแบบนั้น ทว่าบางทีลึกลงไปในหัวใจของผมก็ยังเชื่อว่าผมทำได้ ผมกระหายที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆอยู่ มันคือความหวังที่ยังหล่อเลี้ยงให้ผมพยายามต่อสู้กับความท้าทายที่ผมกำลังเผชิญทั้งโค้ดและทั้งเลข เหมือนกำลังต่อสู้เพื่อรั้งคู่แท้ที่เฝ้าฝันมาตั้งแต่ต้น เมื่อใดที่มองย้อนไปในวันแรกที่ได้ก้าวสู่โลก Data Science มันคือความตื่นเต้น ความประหม่า แต่ก็มีความสุข และความสนุกที่ได้เต็มที่ไปกับมัน ในช่วงเวลานั้นเปรียบดั่งโลกใบใหม่ที่เราอยากเข้าไปรู้จักให้มากขึ้น อยากเข้าไปสัมผัสให้ลึกลงไป มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าหลงใหลเต็มไปหมดเกี่ยวกับโลกใบใหม่ทั้งใบ


"You're just afraid you'll get an answer you don't want and that will shatter your illusions of how good everything's been" ผมสงสัยว่าใน 3 เทอมที่ผ่านมานั้นผมผ่านมันมาแล้วจริงหรอ ผมรู้ทุกอย่างที่ควรรู้แล้วจริงหรือเปล่า ผมได้ก้าวเข้ามาในโลกของ Data Science ที่ผมเฝ้าฝันได้แล้ว หรือว่าในความเป็นจริงผมยังหลงอยู่ในจินตนาการของตัวเองและพยายามปิดกั้นความจริงที่ว่าผมยังไม่ได้ก้าวไปถึงไหนเลยได้แต่ย้ำอยู่กับที่เดิม ผมก็เริ่มมีความสงสัยว่าผมอาจจะไม่คู่ควรกับโลกใบนี้ที่ผมตกหลุมรักในตอนแรกก็ได้ แต่มีคำถามหนึ่งคือโลกใบไหนล่ะคือโลกแห่งความเป็นจริง โลกของแต่ละคนเหมือนกันทั้งหมดอยู่ในโลกใบเดียวกัน หรือเพียงแค่ต่างคนต่างมีโลกที่แตกต่างกัน การอินเตอร์เซกชันเท่านั้นที่คอยเชื่อมโลกแต่ละคนกันอยู่เท่านั้นเอง สรุปว่าผมกำลังอยู่ในโลกของ Data Science อยู่หรือเปล่านะ


WE ARE DANCING A BLACK WALTZ

นั้นคือความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อผ่านเทอมที่ 3.5 ซัมเมอร์ของฉัน 50 วันไม่ลืมเธอ คุณอาจจะไม่รู้ว่าซัมเมอร์ที่นิด้านั้นพิเศษอย่างไร ซัมเมอร์ที่นี่คือการที่วิชาทุกวิชาจะอยู่ในรูปแบบการสอนที่เร็วเป็นสองเท่า ปกติแล้วในเทอมธรรมดาเนี่ยจะใช้เวลา 2 เดือนก่อนที่จะสอบกลางภาค และอีก 2 เดือนก่อนการสอบไฟนอลจะมาถึง แต่เมื่อเป็นเทอมซัมเมอร์นี้แล้วคุณมีเพียงเวลาแค่ 1 เดือนในการเก็บเกี่ยวความรู้ทั้งหมดก่อนสอบกลางภาคและอีกหนึ่งเดือนในการสอบไฟนอล และวิชาที่ผมลงนั้นปกติจะเปิดในภาคปกติอยู่แล้วไม่มีเปิดในซัมเมอร์ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่คิดว่าพวกเราจะผ่านไปได้ ก็ทำให้มีการเปิดวิชานี้ขึ้นมานั้นก็คือ Image and Video Analytic และอีกวิชาก็เป็นวิชาซัมเมอร์อยู่แล้วและผมตัดสินใจลงเรียนคือ User Experience and User Interface


gif

“People don't realize this, but loneliness is underrated.” ใช่แล้วแหละครับ ความเหงาหรือความโดดเดี่ยวเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวแปรให้ซัมเมอร์ของฉัน 50 วันไม่ลืมเธอ การเรียนออนไลน์ได้กัดกินความมุ่งมั่น ความอุตสาหะ ความเป็นปึกแผ่นของผมและอาจจะรวมถึงนักเรียนคนอื่นๆ ผมเคยเล่าในบทความก่อนๆตลอดว่าที่ผมผ่านมาได้เพราะเราทุกคนช่วยเหลือกันและกัน จนทำให้การเรียนมันผ่านไปด้วยกัน มีกิจกรรมอย่างอื่นร่วมกันนอกจากเรียนแล้วตัดจบกันไปเสียดื้อๆ มองออกจากหน้าจอก็กลับมาสู่ห้องสี่เหลี่ยมห้องเดิม ไม่มีรอยยิ้มจากผู้คน ไม่มีเสียงจ็อกแจ๊ก ไม่มีฉากผู้คนที่เดินไปสุดขอบถนนจนละสายตา สิ่งเหล่านั้นมันคือบรรยากาศแห่งความสุขในการเรียนในห้องเรียนที่หายไป บวกกับความเร่งรีบและอัดแน่นของซัมเมอร์ กับความทะเยอทะยานของตัวเองที่เลือกลง 2 วิชาทำให้ซัมเมอร์นี้ค่อยข้างลำบากเลยทีเดียว


แต่ก็ยังโชคดีที่อาจารย์ฐิติรัตน์ ผู้สอนวิชา Image and Video Analytic และ User Experience and User Interface เป็นอาจารย์ที่สอนดีมาก สอนเนื้อหาแบ่งย่อยได้เป็นส่วนๆแล้วเอามารวมใช้กันได้ในท้ายที่สุด ผมได้เจออาจารย์ทั้งวันเสาร์ 6 ชั่วโมงและวันอาทิตย์ 6 ชั่วโมงเป็นบุคคลที่ผมเห็นหน้ามากที่สุดในช่วงเทอมซัมเมอร์นี้ อย่างที่บอกคือ อาจารย์นั้นได้ช่วยสร้างความเข้าใจทีละขั้นในการก้าวสู่โลกแห่งการวิเคราะห์ภาพ ตั้งแต่ลักษณะข้อมูลที่เป็นภาพ ความพิเศษของมันที่แตกต่างจากข้อมูลในรูปแบบอื่นๆ การจัดเตรียมภาพเบื้องต้น ตั้งแต่การแบ่งภาพตามสี ตามขอบ และขั้นตอนต่างๆ จนทำให้เราได้ภาพแบบขาวดำที่จะนำไปใช้งานในโมเดลต่างๆต่อไป โดยโมเดลต่างๆก็จะมีตั้งแต่การ SIFT, Machine Learning, Deep Learning ทำให้เห็นการพัฒนาของการวิเคราะห์ภาพ อาจารย์ได้ให้เครื่องมือมามากมาย ที่เหลือสำหรับนักเรียนอย่างผมคือการเลือกเครื่องมือเหล่านั้นมาใช้ให้เหมาะสมกับบริบทที่แตกต่างกันนั้นเอง ทุกครั้งที่ผมเรียนผมก็เข้าใจในบทเรียนทุกครั้ง


ทว่าการเรียนสมาธิของผมเหมือนกับการล่องลอยไปในจังหวะวอลซ์ Chopin Opus 69 No. 1 มันช่างเพลิดเพลิน เมื่อผมไม่ได้กลายเป็นผู้ฟังเพลงและต้องกลายเป็นผู้เล่นเพลงนั้นเสียเอง มันทำให้ผมสะดุ้งตื่นจากความเคลิบเคลิ้ม ในเวลาที่ผมพยายามบรรเลงก็คิดว่าน่าจะทำได้เพราะเราได้ฟังและเข้าใจบทเพลงนั้นแล้ว แต่กลับการเป็นการดีดตัวโน้ตลงบนเปียโนด้วยนิ้วชี้ทีละนิ้ว ด้วยความหวังว่าเราจะสามารถบรรเลงเพลงนั้นได้ ซึ่งแม้เราจะคุ้นเคยกับบทเพลงเป็นอย่างดี แม้เราจะฟังจนรู้ว่าท่อนต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อมือของเราไม่ได้ลองฝึกเลย เมื่อถึงเวลาต้องเล่นเข้าจริงๆกลับเล่นช้ากว่าจังหวะที่มันควรจะเป็น นั่งนึกทีละตัวโน้ตและจิ้มทีละตัวโน้ตไปเรื่อยๆ จนจบเวลาการแสดง มันไม่ได้เรียกว่าบทเพลงด้วยซ้ำไป ผมกลับหลงลืมไปว่า ฟังเพื่อที่จะต้องเป็นผู้บรรเลง จนไม่ได้ลงมือฝึกซ้อมหรืออาจจะไม่ใช่การหลงลืมแต่อาจจะเป็นการหลีกหนีทั้งที่ตัวเองรู้ทุกอย่างมาตลอด


THE RED SHOES

การต่อสู้ระหว่างความสมบูรณ์แบบกับความเป็นจริงในตัวผมยังคงวนเวียนอยู่ในระหว่างการเรียนซัมเมอร์นี้ เราควรสละความสุขในปัจจุบันแล้วมุ่งหน้าสู่ความเป็นเลิศในโลกของ Data Science อย่างที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่ หรือเราควรจะพักผ่อนกับความเหนื่อยล้าทั้งหมดนี้ มันเป็นการเลือกระหว่างความฝันหรือสิ่งที่เป็นอยู่ เหมือนกับเทอมที่ 3 ที่ผมเผชิญกับ Status Quo Bias (ย้อนกลับไปอ่านรีวิวเทอมที่ 3 ได้นะครับ) การต่อสู้กับมันนั้นก็ยังคงดำเนินมาถึงในเทอมซัมเมอร์นี้ บางวันก็อยากจะพักผ่อนจากโลก Data Science ไปเลย บางวันก็คิดว่าเราต้องสู้ให้ถึงที่สุดสิเราถึงจะผ่านมันไปได้แล้วเราจะได้เป็นอย่างที่เราอยากเป็น


มันราวกับว่าผมนั้นได้ใส่รองเท้าสีแดง และต้องเต้นต่อไปเรื่อยๆแบบไม่หยุดเพื่อความสมบูรณ์แบบตามที่ผมได้ฝันเอาไว้ในการอยู่ในโลกของ Data Science เหมือนกับเสียงกระซิบจากหนังเรื่อง The Red Shoe ว่า "A dancer who relies upon the doubtful comforts [...] will never be a great dancer." มันทำให้ผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่จะเลือกมีความสุขความสบายแบบที่เป็นอยู่ แต่อีกใจหนึ่งก็อ่อนล้าเหลือเกินกับการเรียนที่สะสมยาวนาน มันเหมือนต้องคำสาปของรองเท้าสีแดงที่เหมือนใส่แล้วจะไม่สามารถหยุดเต้นได้ ต้องเต้นไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ และไปเรื่อยๆ



และหากจะต้องการถอดรองเท้าสีแดงนั้นก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่รักและปรารถนาอยู่เหมือนกัน ผมเป็นคนอยากได้มันมาตั้งแต่เริ่มต้นไม่มีใครบังคับให้ผมใส่รองเท้าคู่นี้เลย ถ้าหากผมตัดสินใจถอดรองเท้านี้ออกมันอาจจะทำให้ผมรู้สึกว่างเปล่า ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจที่เราอุตส่าห์ฝ่าฟันอุปสรรคมาถึงขนาดนี้ มันเป็นเส้นทางที่ยากที่จะตัดสินใจ และไม่มีทางเลือกใดเป็นคำตอบที่ถูกหรือคำตอบที่ผิด สุดท้ายแล้วก็ต้องเสียสละบางอย่างเผื่อให้ได้บางอย่างมาครอบครองใช่ไหมครับ


ตัวอย่างของผมก็คือว่าซับซ้อนของความเป็นมนุษย์เช่นกัน และนั้นเป็นสาเหตุที่วิชา User Experience and User Interface มีความสำคัญในการทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ ในภาษาทางเทคโนโลยีอาจจะเรียกมนุษย์ว่าเป็นผู้ใช้ ในภาษาการตลาดอาจจะเรียกว่าผู้บริโภค แต่สุดท้ายแล้วมันคือการทำความเข้าใจความเป็นมนุษย์ ความต้องการ ความรู้สึกต่างๆที่แสนจะลึกลับซับซ้อน ในโลกธุรกิจ นักธุรกิจต่างต้องการรู้ว่าสินค้าหรือบริการอะไรที่มนุษย์ต้องการมากที่สุด ยิ่งในยุคที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงความนิยม ความชอบไปอย่างรวดเร็ว ในวิชานี้จะบอกถึงวิธีการศึกษาความต้องการเหล่านั้นผ่านการทดลองแบบต่างๆ และให้เราได้ศึกษาและทดลองทำต้นแบบสินค้าออกมา

ซึ่งวิชานี้ทำให้เราเข้าใจความต้องการของมนุษย์ในด้านต่างๆมากขึ้นผ่านกรณีศึกษา ผ่านการพัฒนาสินค้าต้นแบบ ผ่านผลการศึกษาของเพื่อนกลุ่มอื่น เรียกได้ว่าหลากหลายคน หลากหลายมุมมอง หลากหลายความต้องการ เป็นประโยชน์อย่างมากในการต่อยอดธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการทำความเข้าใจมนุษย์ มันไม่มีคำตอบที่แน่นอนสำหรับการออกแบบและพัฒนา ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับการศึกษาและทดลองให้เข้ากับบริบทที่แตกต่างออกไป


หนังเรื่อง 500 Days of Summer สะท้อนความซับซ้อนของมนุษย์ได้ดีอีกเช่นกันโดยเฉพาะมุมมองด้านความรัก พระเอกคิดว่าความสัมพันธ์มันต้องเป็นไปตามที่เขาวาดฝันไว้แต่มันไม่ใช่อย่างที่เขาจินตนาการเสมอไป แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีมากในตอนแรกก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีจนถึงตอนจบ เมื่อตื่นขึ้นมาอีกวันทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ในการพัฒนาสินค้าบริการของตัวเราเอง เราอาจจะคิดไปฝ่ายเดียวว่าทุกอย่างที่เราทำมามันดีที่สุดมันล้ำที่สุด จนลืมถามความต้องการหรือความรู้สึกของอีกฝ่ายว่าเขารู้สึกอย่างไร มันอาจจะเกิดขึ้นได้กับบริษัทใหญ่มั่นคง หรือแม้กับบริษัทน้องใหม่ไฟแรง ถ้ามองไม่เห็นความต้องการที่แท้จริงแล้วเราอาจจะสูญเสียลูกค้าไปตลอดกาล


gif

ณ ขณะนี้เทอมที่ 3.5 ของผมยังไม่จบดีพอยังเหลืองานกลุ่มอีกทั้งสองวิชาเลย แต่นั้นคือความรู้สึกของผมล่าสุดจากการเรียน BADS NIDA (DADS NIDA) ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ยังอยากให้ทุกคนที่สนใจด้านนี้เตรียมตัวให้พร้อมกับการเรียนที่หนักหน่วง และพยายามอย่าลง 2 วิชาตอนซัมเมอร์ถ้าไม่จำเป็นจริงมันเร่งรีบและรวดเร็วมาก ไม่เช่นนั้นซัมเมอร์ของฉัน 50 วันไม่ลืมเธออาจจะเป็นซัมเมอร์ของคุณเช่นกัน แต่เมื่อผมผ่านมาได้มองย้อนกลับไปเราก็ได้เรียนรู้ไปไม่มากก็น้อยนะ ผมน่าจะเข้าใกล้ความฝันไปอีกก้าวแล้วเหมือนกัน


สำหรับใครอยากติดตามเรื่องราวต่อไปกับการผจญภัยในการเรียนด้าน Data Science ของผมก็ติดตามได้ที่แฟนเพจ Facebook Devvertory นะครับ ใครอยากสอบถามอะไรเพิ่มเติมก็ยินดีนะครับ อาจจะตอบช้าบ้างเพราะติดงาน ติดนู้นบ้างติดนี้บ้าง แต่ก็หวังว่าประสบการณ์ของผมจะเป็นแนวทางการเตรียมตัวให้กับใครหลายๆคนนะครับ บางทีคุณอาจจะอ่านแล้วรู้ตัวว่าไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หรือก็ได้ หรือถ้าใครที่ยังอยากเรียนผมก็ยังแนะนำให้เรียนนะครับ มาเผชิญชะตากรรมแบบผมไปด้วยกัน


Something u don’t need to know:

We are dancing a black waltz

The red shoes

ดู 290 ครั้ง0 ความคิดเห็น